ใช้แบตแบบใหนดีกับโซล่าเซล
Solarwato.com ช่างโหน่งพลังงานแสงอาทิตย์

สาระความรู้กับช่างโหน่ง

ติดตั้งโซล่าเซลระบบต่างๆ

จำนวนผู้เข้าชม

สมาชิก : 302
Content : 123
เว็บลิงก์ : 6
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 1449204

จำนวนบุคคลออนไลน์

เรามี 36 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ใช้แบตแบบใหนดีกับโซล่าเซล PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 07 สิงหาคม 2008 เวลา 09:30 น.

บทความนี้คัดมาจาก อิเล็กทรอนิกส์แฮนด์บุ๊ค Vol.119 No.15 เดือน กรกฎาคม 2549


Battery ยอดนิยม แบตเตอรี่ตะกั่วกรด

ถ้า รถยนต์ไม่มีแบตเตอรี่เวลาสตาร์ท คงต้องคอยเอาเชือกหรือประแจมาหมุนเครื่องยนต์เพื่อเริ่มการจุดระเบิด และในเวลาค่ำคืนก็คงต้องขับรถด้วยความมืดมิด คงไม่มีใครสงสัยในประโยชน์ของแบตเตอรี่แต่ทำไมแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ ต้องเป็นชนิดตะกั่วกรด

แบตเตอรี่ตะกั่วกรดเป็นแบตเตอรี่แบบชาร์จได้ที่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาแบตเตอรี่ด้วยกันประดิษฐ์ขึ้นมา โดยแกสตัน พลองด์ (Gaston Plante') นัก ฟิกสิกส์ชาวฝรั่งเศสตั้งแต่ปี ค.ศ.1859 (พ.ศ.2402) เป็นแบตเตอรี่แบบชาร์จได้ชนิดแรกที่ทำออกมาเพื่อการค้า และในปัจจุบันยังมีการใช้งานกันอยู่อย่างแพร่หลาย โดยมักจะทำเป็นแบตเตอรี่ที่มีความจุ (Capacity) สูง ๆ ที่ให้กระแสได้มาก เนื่องจากมีต้นทุนในการเก็บพลังงานถูกกว่าแบตเตอรี่ชาร์จได้ชนิดอื่น ๆ นิยมใช้กันในรถยนต์และยานพาหนะต่าง ๆ (Vehicle), รถยกไฟฟ้า (Fork Lift), รถเข็น (Wheel Chair), สกู๊ตเตอร์ (Scooter), รถกอล์ฟ (Golf Car), ระบบสำรองไฟฟ้า (UPS) และระบบไฟแสงสว่างฉุกเฉิน (Emergency Light)

ในตอนแรกแบตเตอรี่ตะกั่วกรดที่ผลิตออกมาจำหน่ายมีเฉพาะที่เป็นแบตเตอรี่แบบเปียก (Flooded Type หรือ Wet Type) ที่ ต้องคอยเติมน้ำกลั่นเท่านั้น จนกระทั่งในช่วงกลางของทศวรรษที่ 70 (ระหว่างปี พ.ศ.2513-2523) ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่ตะกั่วกรดแบบแห้งให้ใช้งานได้หลังจากที่มีการจดสิทธิ บัตรมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1957(พ.ศ.2500) โดยอ๊อตโต จาเช่ (Otto Jache) ทำ ให้การใช้งานสะดวกขึ้นสามารถวางตำแหน่งของแบตเตอรี่ได้หลายรูปแบบมากขึ้น วางนอนหรือวางตะแคงได้ (แต่ห้ามวางกลับหัว) ไม่จำเป็นต้องวางในแนวตั้งเพียงอย่างเดียวเพราะอิเล็กทรอไลต์ที่เป็นน้ำกรด จะไม่ไหลหกออกมาเหมือนแบตเตอรี่แบบเปียก ซึ่งเทคนิคในการทำให้ น้ำกรดไม่ไหลออกมา คือ การใช้วัสดุดูดซับน้ำกรดเอาไว้ จากนั้นจึงทำการผนึกเซล (Seal) ให้ปิดสนิทเพื่อ ป้องกันการระเหยของน้ำและแก๊ส ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำกรด แบตเตอรี่จึงไม่มีการสูญเสียอิเล็กทรอไลต์ออกไปจากแบตเตอรี่

การแบ่งประเภทของแบตเตอรี่ตะกั่วกรด

แบตเตอรี่แบบแห้งจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือประเภทที่ใช้เจลเป็นวัสดุดูดซับกรดเรียกว่า แบตเตอรี่แบบเจล (Gel Battery or GelCell) และประเภทที่ใช้แผ่นซิลิกาไฟเบอร์เป็นตัวดูดซึม เรียกว่า แบตเตอรี่แบบ AGM (AGM Battery)ซึ่ง ลักษณะการแบ่งประเภทแบบนี้เป็นการแบ่งตามลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ ของแบตเตอรี่แต่การแบ่งประเภทของแบตเตอรี่ตะกั่วกรดยังแบ่งได้อีกลักษณะ หนึ่งคือ การแบ่งประเภทตามลักษณะการใช้งาน โดยจะแบ่งเป็นแบตเตอรี่แบบใช้งานทั่วไป หรือแบบที่ใช้สำหรับสตาร์ทเครื่องยนต์ แบบคายประจุลึกและแบบลูกผสม

ความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่แบบเจลและแบบ AGM คือแบตเตอรี่แบบเจลจะเป็นแบตเตอรี่ที่แห้งกว่าแบบ AGM ถ้าเปลือกนอกของมันแตกจะไม่มีน้ำกรดไหลหรือซึมออกมา แต่สำหรับแบบ AGM จะซับน้ำกรดได้ประมาณ 95% ดังนั้นถ้าเปลือกของมันแตกแม้น้ำกรดจะไหลออกมา แต่ก็อาจจะมีการซึมออกมาได้บ้างเล็กน้อย

ในปัจจุบันจะนิยมใช้แยตเตอรี่ตะกั่วกรดแบบ AGM มากกว่าแบบเจล ส่วนแบบเจลมีการใช้น้อยลงเนื่องจากมีข้อเสีย คือ เจลมักจะละลายเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อยและถ้าเกิดการโอเว่อร์ชาร์จขึ้นเจลอาจจะเปลี่ยนรูปเป็นสารเหนียว ๆ ที่เรียกว่า วอยด์(Void) ไปเกาะติดแน่นอยู่ที่แผ่นธาตุขัดขวางการแลกเปลี่ยนประจุระหว่างอิเล็กทรอไลต์และแผ่นธาตุ ทำให้ประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลดลง

แบตเตอรี่ทั้งแบบ AGM และแบบเจลยังแบ่งย่อยออกได้เป็นแบตเตอรี่ตะกั่วกรดแบบปิดผนึกหรือ SLA (Sealed Lead Acid) และแบบปิดผนึกที่มีวาล์วระบายแรงดันหรือ VRLA (Valve Regultor Lead Acid) แบตเตอรี่แบบ VRLA นี้จะมี การติดตั้งเซฟตี้วาล์ว (Safety Valve) เพื่อใช้ระบายแก๊สในกรณีที่ความดันภายในเซลสูงเกินไป เพื่อป้องกันแบตเตอรี่เสียหาย

การชาร์จแบตเตอรี่ทั้ง 2 ประเภท คือ SLA and VRLA จะ ต้องไม่ชาร์จเร็วหรือมากจนเกินไป เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแก๊สในขณะชาร์จมากนัก การชาร์จมากหรือเร็วเกินไปจะทำให้ปฎิกิริยาเคมีภายในเซลส์ดูดซัดแก๊สที่เกิด ขึ้นไม่ทัน ความดันภายในแบตเตอรี่

จะ สูงขึ้นเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียแก๊สและน้ำออกไปจากตัวแบตเตอรี่ การเสียแก๊สและน้ำออกไปก็เท่ากับว่าแบตเตอรี่ได้สูญเสียอิเล็กทรอไลต์ออกไป จากระบบ เพราะแก๊สและน้ำเป็นส่วนประกอบของอิเล็กทรอไลต์ เมื่อแบตเตอรี่มีปริมาณอิเล็กทรอไลต์น้อยลงจะสูญเสียความสามารถในการเก็บ พลังงานไป ทำให้แรงดันไฟฟ้าหรือโวลต์ของแบตเตอรี่หลังจากการชาร์จไม่สูงเท่าที่ควรจะ เป็น และถ้าแบตเตอรี่มีการเสียแก๊สและน้ำบ่อย ๆ อิเล็กทรอไลต์ภายในเซลส์ก็จะหมดไปทำให้แบตเตอรี่ใช้งานไม่ได้อีก

ใช้และเก็บอย่างถูกวิธี

แบตเตอรี่ตะกั่วกรดจะไม่มีการจำว่า ก่อนชาร์จแบตเตอรี่มีประจุเหลืออยู่เท่าไรหรือเมมอรี่เอฟเฟค (Memory Effect) ต่าง จากแบตเตอรี่แบบนิกเกิลแคดเมี่ยม ถ้าแบตเตอรี่มีประจุเต็มอยู่แล้วการนำไปชาร์จโดยการให้กระแสต่ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ แบตเตอรี่จะไม่เสีย แต่มันไม่ชอบการคายประจุที่ลึกมาก ๆ โดยเฉพาะการคายประจุจนหมด ทุกครั้งที่เราดิสชาร์จมันลึกมาก ๆ จะทำให้ความสามารถในการเก็บประจุของมันลดลง ส่งผลให้อายุการใช้งานสั้นลง ดังนั้น ถ้าจำเป็นต้องใช้งานจนแบตเตอรี่ประจุหมดบ่อย ๆ ควรป้องกันการคายประจุที่ลึกมากเกินไป โดยเลือกใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ ขึ้นความจุสูงขึ้น(แอมป์ชั่วโมงมากขึ้น) เพื่อไม่ให้แบตเตอรี่คายประจุลึกมากนัก

การทิ้งแบตเตอรี่ตะกั่วกรดไว้เฉย ๆ เป็นเวลานานแบตเตอรี่จะคายประจุออกไปเรื่อย ๆ ด้วยตัวมันเอง (Self Discharge) ถ้า ไม่ชาร์จเพื่อเติมประจุให้กับแบตเตอรี่ผลึกของตะกั่วซัลเฟตที่เกิดขึ้นที่ แผ่นธาตุลบจะรวมตัวกันแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้น ผลึกที่มีขนาดใหญ่นี้จะไปขัดขวางการไหลของกระแสทำให้กระแสไหลได้น้อยลง ส่งผลให้แบตเตอรี่จ่ายกระแสให้กับโหลดได้น้อยลง นอกจากนี้ผลึกที่มีขนาดใหญ่จะมีเหลี่ยมหรือมุมที่คมและแหลม ในกรณีที่ร้านแรงอาจจะทิ่มจนแผ่นธาตุทะลุได้ ทำให้แบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรขึ้นภายในเราจะเรียกปรากฎที่เกิดผลึกขนาดใหญ่ ของตะกั่วซัลเฟตนี้ว่าการเกิดซัลเฟชั่น (Sulphation)

การ เกิดซัลเฟชั่นจะยิ่งง่ายขึ้นถ้าทิ้งแบตเตอรี่ไว้โดยที่มันมีประจุเหลืออยู่ น้อยหรือไม่เหลืออยู่เลย ดังนั้นจึงควรเก็บแบตฯ ไว้โดยการชาร์จให้ประจุเต็มอยู่เสมอ โดยอาจจะชาร์จเติมประจุโดยใช้กระแสต่ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ ซึ่งเรียกว่าทริกเกิลชาร์จ หรือโฟลทชาร์จซึ่งการชาร์จแบบนี้มักจะพบในระบบสำรองไฟฟ้าหรือระบบไฟแสงสว่าง ฉุกเฉิน เพื่อให้แบตฯ มีประจุอยู่เต็มตลอดเวลาเป็นการรักษาแบตฯ และทำให้แบตฯ พร้อมที่จะจ่ายพลังงานเมื่อระบบไฟฟ้าหัลกขัดข้องหรือจ่ายกระแสให้กับระบบไฟ ส่องสว่างเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือไฟฟ้าดับ

การ ชาร์จแบตฯ ตะกั่วกรดโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 8-16 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตฯ) โดยแบตฯ แบบแห้งจะชาร์จได้ช้ากว่าแบบเปียก เพราะจะต้องลดอัตราการชาร์จลงเพื่อไม่ให้เกิดแก๊สขึ้นภายในเซลส์มากเกินไป การสะสมของแก๊สจะทำให้ความดันภายในเซลส์สูงขึ้น ทำให้สูญเสียอิเล็กทรอไลต์ไปจากการระบายแก๊สหรือน้ำออกทางรูระบายหรือเซฟตี้ วาล์ว หรืออาจทำให้แบตฯ ถึงขั้นแตกเสียหายได้ถ้าชาร์จเร็วสูงทำให้ความดันสูงไปด้วยจนเซฟตี้วาล์ว ระบายความดันไม่ทัน

เรื่องของแผ่นธาตุ

แผ่น ธาตุของแบตฯ ที่เสื่อมสภาพจากปัจจัยต่าง ๆ เช่นจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน หรือการบำรุงรักษาการใช้งานที่ไม่ถูกต้องแบตฯ จะแสดงพฤติกรรมเหมือนกับแบตฯ ที่ยังดีอยู่ คือยังดูเหมือนว่ามีประจุอยู่เต็มแต่ในความเป็นจริงความจุของมันจะลดลง (เหมือนใช้แบตฯที่ขนาดเล็กลง) แบตฯยังสามารถทำงานได้อยู่แต่ประจุจะหมดเร็วขึ้นหรืออาจจะจ่ายกระแสได้ไม่ เพียงพอกับความ ต้องการของอุปกรณ์

เพื่อเป็นการเพิ่มอายุการใช้งานของแผ่นธาตุในบางครั้งจะมีการเติมสารตัวอื่นเข้าไปในแผ่นธาตุด้วย เช่นแบบ AGM อาจจะใช้แผ่นธาตุที่เป็นตะกั่วแคลเซี่ยม (Lead Calcium) หรือแบตฯ แบบคายประจุได้ลึก ที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม หรือในรถยกไฟฟ้า

จะ ใช้แผ่นธาตุชนิดตะกั่วพลวง ซึ่งสารที่ใช้ทำแผ่นธาตุมักจะเขียนบอกอยู่ที่เปลือกของแบตเตอรี่สำหรับแบตฯ ที่ใช้แผ่นธาตุชนิดตะกั่วพลวงนอกจากจะทำให้อายุการใช้งานของแผ่นธาตุมากขึ้น แล้ว แผ่นธาตุยังมีความแข็งแรงทางกลเพิ่มขึ้นอีกด้วยเหมาะกับการใช้งานในรถยก ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ที่ต้องการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา แต่ก็มีข้อเสียคือแบตฯแบบตะกั่วพลวงนี้จะมีอัตราคายประจุด้วยตัวมันเอง มากและมีการสูญเสียน้ำและแก๊สมาก ทำให้ต้องตรงจสอบระบดับของน้ำกรดและเพิ่มเติมน้ำกลั่นบ่อยกว่าแบตฯที่ใช้ แผ่นธาตุเป็นตะกั่วหรือตะกั่วแคลเซียม

อัตราการคายประจุ

อัตราการคายประจุหรืออัตราการดิสชาร์จ หรือที่เรียกว่า ซีเรท ของแบตเตอรี่ตะกั่วกรด ไม่ควรเกิน 0.2 C หรือ 20% ของความจุ ถ้าอัตราการดิสชาร์จมากขึ้นประสิทธิภาพของมันจะลดลง แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรจะดิสชาร์จในอัตราที่มากกว่า 1 C สรุป ก็คือแบตเตอรี่แบบตะกั่วกรดนี้ชอบคายประจุน้อยนิดหน่อยแล้ว ก็ชาร์จจึงจะทำให้มันมีอายุยืนยาวกว่าการคายประจุมาก ๆ หรือการใช้ประจุจนหมดแล้วจึงชาร์จ

รอบของการใช้งาน (Cycle) โดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 200-300 รอบขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน ความลึกของการคายประจุหรือเรียกย่อว่า DOD, การ ชาร์จ การบำรุงรักษาและอุณหภูมิในการใช้งานสาเหตุหลักที่ให้แบต ฯ อายุการใช้งานลดลงก็คือการกัดกร่อนที่แผ่นธาตุบวก ซึ่งการกัดกร่อนนี้จะมากขึ้นที่อุณหภูมิสูงขึ้น

อุณหภูมิกับอายุการใช้งาน

ิอุณห ภูมิที่เหมาะสมในการใช้งานอยู่ที่ 25 องศา (77 ฟาเรนไฮต์) อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 8 องศา (15 ฟาเรนไฮต์) จะทำให้อายุการใช้งานของแบตฯลดลงครึ่งหนึ่ง เช่น แบตเตอรี่แบบ VRLA จะ มีอายุถึง 10 ปีที่อุณหภูมิ 25 องศา แต่จะลดลงเหลือ 5 ปี ที่อุณหภูมิ 33 องศา (95 ฟาเรนไฮต์) และอายุเหลือไม่ถึง 1 ปีที่อุณหภูมิ 42 องศา (107 ฟาเรนไฮต์) นอกจากนี้มันยังทำงานได้ไม่ดีในที่อุณหภูมิต่ำอีกด้วยอุณหภูมิที่ลดต่ำลงจะ ทำให้แบตฯ เก็บประจุได้น้อยลง ความจุของแบตเตอรี่จะลดลง 50 % ทุกๆ อุณหภูมิที่ต่ำลง 12 องศา (22 ฟาเรนไฮต์) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในตอนเช้าที่อากาศเย็นเราถึงสตาร์ทรถติดได้ยากแต่ การใช้งานที่อุณหภูมิต่ำก็จะทำให้อายุการใช้งานของมันยาวนานมากขึ้นด้วยเช่น กัน

การเก็บรักษากับคายประจุ

การคายประจุโดยตัวมันเอง (Self Discharge) น้อย มาก ถ้าเป็นแบตเตอรี่แบบเปียกอัตราการคายประจุประมาณ 40% ต่อปี (เทียบกับนิกเกิลแคดเมียมที่มีอัตราการคายประจุโดยตัวมันเองอยู่ที่ 20% ต่อเดือน) ส่วนแบตฯ แบบแห้งจะมีอัตราการคายประจุน้อยกว่าแบบเปียกโดยเฉพาะแบตฯ AGM รุ่นใหม่ ๆ บางชนิด อัตรา การคายประจุด้วยตัวมันเองจะไม่เกิน 2% ต่อเดือน นอกจากนี้แบตเตอรี่แบบตะกั่วกรดถึงจะมีราคาถูกแต่ถ้าเป็นแบตฯ แบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นก็จะมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเพิ่มขึ้นมา คือต้องคอยตรวจสอบระดับของน้ำกรด (อิเล็กทรอไลต์) เพื่อเติมน้ำกลั่นเมื่อระดับของน้ำกรดต่ำเกินไปและต้องหมั่นทำความสะอาดคราบ ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดเนื่องจากการกัดกร่อนของกรด อีกทั้งยังต้องระวังในเรื่องสถานที่ตั้งของแบตฯ ด้วย ไม่ควรตั้งไว้ใกล้แหล่งความร้อนหรือประกายไฟเพราะในขณะชาร์จ (โดยเฉพาะถ้าชาร์จโดยเปิดฝาปิดของแบตฯ ) จะเกิดแก๊สไฮโตรเจนขึ้น อาจทำให้ระเบิดได้

ถ้า เปรียบเทียบกับแบตเตอรี่ชาร์จได้ชนิดใหม่ ๆ แล้วที่น้ำหนักเท่า ๆ กันแบตฯตะกั่วกรดจะมีความสามารถในการเก็บประจุได้น้อยกว่า จึงไม่เหมาะที่จะนำมาทำเป็นแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์พกพาซึ่งต้องการแบตฯ ที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เพราะจะทำให้กำลังไฟได้น้อย ทำให้ต้องชาร์จแบตฯ บ่อยจนเกินไป หรือทำให้อุปกรณ์มีน้ำหนักมากจนเกินไป แต่เนื่องจากราคาต้นทุนต่อพลังงานที่ได้ต่ำกว่าแบตฯ ชาร์จได้ชนิดอื่นจึงนิยมนำมาทำแบตฯขนาดใหญ่ที่มีความจุมาก หน่วยความจุของแบตฯ ตะกั่วกรดโดยทั่วไปจะวัดเป็นแอมป์ชั่วโมง(Amp-Hour or Ah) ในขณะที่แบตฯ ชาร์จ ได้แบบอื่นส่วนมากจะใช้หน่วยเป็นมิลลิแอมป์ชั่วโมง (mAh) เนื่องจากเป็นแบตฯ ขนาดเล็กมีขนาดความจุน้อยกว่าแบตฯ ตะกั่วกรดนั่นเอง

อันตรายและการนำกลับมาใช้ใหม่

ใน ด้านความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม แบตฯ ตะกั่วกรดแม้จะมีอันตรายน้อยกว่าแบตฯ นิกเกิล-แคดเมี่ยม แต่ตะกั่วซึ่งเป็นโลหะหนักและกรดซัลฟุริกก็ยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อมรวมทั้งเปลือก (Case) ซึ่งทำจากพลาสติกที่มีความยืดหยุ่นจำพวกเอบีเอส (ABS) เพียง 45% หรือขวดแก้วที่ได้เพียง 26% เท่านั้น

ข้อดี

- ราคาถูกกว่าแบตฯ ชนิดอื่นและสามารถผลิตได้ง่าย

- มีการพัฒนามานานแล้ว จึงมีความเชื่อถือได้และหาข้อมูลได้ง่าย

- ถ้าใช้อย่างถูกต้องจะทนทานมาก

- การคายประจุโดยตัวมันเอง (Self Discharge) น้อย

- ไม่ต้องการการบำรุงรักษามากนักโดยเฉพาะแบตฯ แบบแห้ง

- ไม่เกิดการจดจำ (No Menory Effect)

- สามารถให้กระแสดิสชาร์จได้มาก

- มีขนาดให้เลือกมาก

ข้อด้อย

- ความจุของพลังงานต่อน้ำหนักต่ำทำให้มีน้ำหนักมาก

- ไม่สามารถเก็บไว้ได้โดยแบตฯ ไม่มีประจุ เพราะจำทำให้แบตฯ เสื่อมสภาพเร็ว

- ตะกั่วและกรดซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม

- มีระเบียบที่เข้มงวดในการขนส่งโดยเฉพาะแบตฯ แบบเปียก เพราะอาจเกิดการหกหรือซึมของกรดออกจากเปลือก แบตเตอรี่ได้

คำศัพท์

ความลึกขอกงารคายประจุหรือความลึกของการดิสชาร์จ (Depth of Discharge หรือเรียกย่อ ๆ ว่า DoD) คือระดับของการคายประจุ เช่นถ้าแบตฯสามารถเก็บประจุไว้ได้ 100% ถ้า เราดิสชาร์จประจุไป 10% หรือ 20% การดิสชาร์จประจุไป 20% ก็จะถือว่ามีความลึกของการดิสชาร์จมากกว่าการใช้ไปแค่ 10% ดังนั้น ถ้าเราใช้แบตฯ จนประจุเกือบหมดหรือหมดเลย ก็จะถือว่ามีความลึกของ การดิสชาร์จมาก ซึ่งการดิสชาร์จที่ลึกมาก ๆ ไม่สมควรใช้กับแบตฯ แบบตะกั่วกรด เพราะจะทำให้อายุการใช้งานของมันสั้นลง

การดิสชาร์จในช่วงแคบ (Shallow Discharge) หรือการดิสชาร์จตื้นจะตรงกันข้ามกับการดิสชาร์จลึก (Deep Discharge) คือการใช้แบตฯ ไปสักเล็กน้อย เช่น 10% หรือ20% ของความจุทั้งหมดแล้วก็ชาร์จใหม่ แขตฯแบบตะกั่วกรด จะชอบการใช้งานแบบนี้

ซัลเฟชั่น (Sulphation) การ เกิดผลึกขนาดใหญของตะกั่วซัลเฟตไปเกาะที่อิเล็กโทรดลบ (แผ่นธาตุลบ) ซึ่งผลึกจะไปขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้ามีสาเหตุมาจากการเก็บแบตเตอรี่ไว้ โดยมีประจุในแบตเตอรี่น้อยเกินไป

การชาร์จแบบทริกเกิลและโฟลท (Trickle Charge, Float Charge, Topping Charge) เป็น การชาร์จโดยให้กระแสกับแบตฯ น้อยๆ ส่วนมากจะใช้ในการชาร์จเพื่อชดเชยประจุ (หลังจากชาร์จประจุของแบตฯ ที่มีประจุเต็มแล้ว) เมื่อประจุของแบตฯ ลดลงเนื่องจากการคายประจุด้วยตัวมันเอง (Self Discharge) หรือเพื่อเติมประจุในขั้นตอนการชาร์จขั้นตอนสุดท้ายเพื่อให้แบตฯ มีความจุเต็ม 100% จริง

ซีเรท (C-Rate) หน่วยของการชาร์จและติดชาร์จ จะคิดเป็นจำนวนเท่าของความจุของแบตฯ เช่น แบตฯ ขนาด 80 แอมป์ ชั่วโมง (Ah) ถ้าให้มันดิสชาร์จ ที่ 1C ก็คือให้มันดิสชาร์จกระแส 80 แอมป์ ซึ่งจะใช้งานได้ 1 ชั่วโมงแบตฯ ก็จะหมด แต่ถ้าดิสชาร์จที่ 0.5 C ก็คือให้มันดิสชาร์จกระแสที่40 แอมป์ซึ่งจะใช้งานแบตฯ ได้ 2 ชั่วโมง หรือถ้าให้แบตฯ ดิสชาร์จที่ 2 C ก็ คือให้มันดิสชาร์จกระแส 160 แอมป์ ซึ่งจะใช้งานได้แค่ 30 นาที เป็นต้น สำหรับแบตเตอรี่แบบตะกั่วกรดการดิสชาร์จที่ซีเรทมากขึ้นประสิทธิภาพจะลดลง เช่น แบตเตอรี่ขนาด 80 แอมป์ชั่วโมง ถ้าดิสชาร์จที่ 1 C ในทางปฎิบัติแล้วมันจะจ่ายกระแสได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมง

 

 

ความคิดเห็นจากช่างโหน่งครับ แบตเตอรี่เป็นตัวสะสมพลังงาน โซล่าเซลเป็นตัวประจุแบต มีแบตหลายชนิดที่จะนำมาประจุเก็บสะสมไฟไว้ใช้ หลายท่านยังคงสับสนที่จะเลือกตัวใหนดี ท่านที่มีเงินมากหน่อยก็เลือกแพงเข้าไว้(ของดีราคาถูกไม่มี)เข้าล๊อกของฝรั่งเลย แต่สำหรับชาวบ้านเราที่หาซื้อได้อย่างดีก็แบตที่ใช้กับรถยนต์ เปรียบเทียบราคาแบตรถยนต์ 150แอมป์ราคาอยู่ที่4,500บาท แบตแบบพิเศษสำหรับโซล่าเซล(Deep Cycle)ราคา5,500 ต่างกันอยู่1,000บาท แล้วใครจะเลือกซื้อของแพงชาวบ้าน100%ต้องเลือกซื้อแบตธรรมดา ช่างโหน่งเองก็ข้องใจมันต่างกันตรงไหนทั้งๆที่ก็เติมน้ำกรดแบบเดียวกัน จึงไปผ่าพิสูจน์ให้หายข้องใจ(ยังกะนิติเวช) เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วพบว่าแผ่นตะกั่วจะมากกว่าหนากว่าแบตแบบธรรมดาไม่ได้มีอะไรพิเศษนอกเหนือกับแบตธรรมดา ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นตะกั่วชนิดใด ย่อมแน่นอนตะกั่วมากก็เก็บไฟได้มาก ราคาก็แพงเป็นธรรมดา สรุปว่าไม่มีอะไรที่แตกต่างกับแบตแบบตะกั่วกรดเลย(แหกตาเรา) เมื่อทราบดังนี้ช่างโหน่งจึงหันมาพัฒนาระบบชาร์จไฟจากโซล่าเซลเข้าแบตแบบตะกั่วกรดโดยเฉพาะ และไม่หันไปใช้แบตแบบDeep Cycle อีกเลย ประหยัดเงินตั้งเป็นพัน แล้วท่านจะเลือกใช้แบตแบบใหน? ส่วนช่างโหน่งเลือกที่จะใช้แบตแบบตะกั่วกรดของรถยนต์ทั้งนี้เพราะต้องการกระแสมากในตอนใช้งาน เช่นงานกับเครื่องสูบน้ำ,เครื่องทำความเย็น งานเหล่านี้เวลาเครื่องสตาร์ทจะกินกระแสอยู่ประมาณ10-30แอมป์ดีซี หรือ3-4แอมป์เอซี แบบนี้ที่เราต้องการ แม้แบตจะใช้ได้เพียง20% แต่เราไปจำกัดที่เครื่องใช้ไฟฟ้าให้กินไฟน้อย เช่นทีวีก็ใช้ที่วีขนาดเล็ก15นิ้วLCDกินไฟแค่1แอมป์ดีซี มันก็เป็นทางออกทางหนึ่งที่ไม่ต้องใช้แบตแบบ Deep Cycle ชาวบ้านเห็นราคาแล้วไม่กล้าควักเงินซิ้อ มันก็ใช้ได้เหมือนกันในตอนแรก ส่วนในอนาคตค่อยว่ากันใหม่ นี้คือนิสัยของคนไทย ด้วยเหตุนี้ช่างโหน่งจึงมีงานทำตลอด นำเอาเทคโนโลยี่ของฝรั่งมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ราคาคนไทย ลูกค้าเองก็เข้าใจกับการใช้งาน เพราะฉะนั้น ก็ถนัดใครถนัดมันจะมาตำหนิกันไม่ได้ครับ ขอให้หาเงินได้ก็พอ ส่วนระบบชาร์จเราออกแบบการชาร์ทแบบรุนแรงสามารถจ่ายกระแสได้มากกว่า100แอมป์หรือต้องการมากกว่านั้นก็ได้ แบตตะกั่วกรดนี้มันชอบความรุนแรง จะเอาระบบชาร์ทของแบตแบบDeep cycle มาใช้พังไปหลายตัวแล้ว เราจึงออกแบบระบบชาร์ทเองไม่มีอุปกรณ์ที่สับซ้อน การใช้งานจึงทนทาน เราจึงกล้ารับประกันถึง 5 ปี ดังนั้นท่านจะเลือกใช้แบตแบบใหนดีลองตัดสินใจดู งานจะสำเร็จขึ้นอยู่กับการทดลอง ทฤษฎีเป็นเพียงแนวทางอาจจะดีหรือไม่ดียังไงก็ต้องทดลองอยู่ดี อย่าเพียงแต่คิดแล้วเฉย ขอให้ประสบผลสำเร็จครับ

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2015 เวลา 14:22 น.
 

ไม่ต้องมาอ้างว่าช่วยชาติ เราช่วยเหลือคนใกล้บ้านเราดีกว่า

Joomla 1.5 layout

ระบบแปลงไฟขนาดต่างๆ